::For my Friends::

posted on 25 Mar 2008 16:53 by butterflyheart in Life

::For my Friends::
::เพื่อน..ฉันอยู่ตรงนี้..ข้างๆเธอ::

...........กริ๊ง.....กริ๊ง......กริ๊ง...ง...ง....ง....ง.......
     

       โทรศัพท์กรีดเสียงร้องแหลมดังแหวกมาในความเงียบ ในคืนที่ชีวิตฉันเหมือนมีดาวพระศุกร์เข้า ดาวศิราณีแทรกในชะตาชีวิต ค่ำคืนหนึ่ง....เสียงโทรศัพท์ปลุกฉันให้ตื่นจากหลับใหล..ฉันเหลือบมองนาฬิกาวิทยุบนหัวเตียง..ตัวเลขกระพริบที่เวลา 03.33 นาที...ใครโทรมาดึกๆดื่นๆนะเนี๊ยะ..ฉันคว้ากระบอกโทรศัพท์แนบหู กรอกเสียงแหบพร่าแบบคนเพิ่งตื่นนอนลงไปตามสาย.....
       " ฮาโล้.....ฮูอาร์ยู "..การถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมายามดึกทำให้ฉันมีอารมณ์และอยากประชดประชัน..แต่อีกฝ่ายกลับเงียบ..ไม่มีเสียงตอบรับจากปลายสาย..
       " ใครหนะ...." ฉันถามซ้ำเมื่อหูของฉันได้ยินเสียงหายใจของมนุษย์ ดังแว่วมาตามสัญญาณโทรศัพท์
       " เราเองนะ..ตุ๊กตา " เสียงคุ้นเคยของเพื่อนสาวตอบรับ
       " อ้าว..แกเองเหรอ..ว่าไงยะ มีอะไรโทรมาดึกๆดื่นๆเนี๊ยะ " ฉันแกล้งทำเสียงตอบไปแบบดุๆแต่ก็ไม่ได้โกรธอะไรเพื่อนจริงจัง..ตุ๊กตาเงียบไปซักพัก
       " ฉันอยากคุยกับแก " ตุ๊กตาบอกจุดประสงค์กลับมาด้วยเสียงอันพร่ามัว..ราวกับมีหยากใหย่มากมายเกาะอยู่เต็มลำคอ
       " ตอนเนี๊ยะเหรอ!..แกอยู่ใหนเนี๊ยะ? " ฉันร้องถามออกไปอย่าง งงๆ และตอนนี้เองที่ฉันตื่นเต็มตาและมั่นใจแล้วว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
       " ฉันอยู่หน้าบ้านแก "
       " อ้าว!...เหรอ.." ฉันลุกไปเปิดม่านดูตรงช่องหน้าต่างบานที่หันออกไปทางหน้าบ้าน มีเงาดำตะคุ่มๆนั่งอยู่ที่หน้าบ้านฉันจริงๆด้วย
       " รอแป๊ปนะ เดี๋ยวไปเปิดประตูให้ " ฉันลงไปเปิดประตูบ้านรับตุ๊กตาให้เข้ามา.....
    ตุ๊กตาเป็นเพื่อนผู้หญิงที่ฉันสนิทด้วยมากที่สุดเมื่อสมัยเรียน..เราไม่เจอกันมานานหลายเดือนมากแล้ว..จะมีบ้างก็โทรศัพท์คุยกันนิดหน่อยตามประสาเพื่อน..แต่วันนี้เพื่อนมาแปลก...มันต้องมีอะไรแน่ๆเลย 
      " ไปใหนมาเนี๊ยะแก..ทำไมมาเอาดึกป่านนี้ล่ะ" ฉันถามเมื่อพาเพื่อนมานั่งที่โซฟารับแขก......
      " ฉันมาจากร้านตรงบรองมาเซ่นะ..เซ็งๆเลยขี้เกียจกลับบ้าน" ตุ๊กตาตอบและฉันได้กลิ่นแอลกอฮอล์ลอยออกมาตามลมหายใจของเธอ..

      " นี่แกกินเหล้ามาเพียบเลยเหรอ..โหย..ออกล่าเหยื่อไม่ชวนชั้นเลยนะเพื่อน " ฉันแซวขำๆกะให้เพื่อนหัวเราะ
      " ฮื่อ..อ"..ได้ผล เพราะนอกจากเพื่อนจะไม่ขำด้วยแล้ว  She ยังปล่อยโฮซะดังจนฉันตกใจ..
      " อ้าวเฮ้ย!ฉันแซวเล่นกะให้แกขำ ดันร้องให้ทำม้าย.ย.." ฉันยังพยายามเอาความขำเข้าช่วยกู้สถานกาณ์อย่างหน้ามึน
      " ฮ่าๆๆ...ฮื่อ..ๆๆๆ " ตุ๊กตาร้องให้ไป ขำท่าทางของฉันไป...ค่อยยังชั่วหน่อย
      " ใจเย็นๆก่อนแก ค่อยๆเล่ามานะ " ฉันเริ่มจริงจัง
      " ฉันอกหักนะ.." เพื่อนตอบและเงียบไปซักพัก เหมือนกำลังพยายามเรียบเรียงคำพูด เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุด ก่อนจะถ่ายทอดออกมาให้ฉันรับรู้
      " ฉันไปหลงรักผู้ชายคนหนึ่ง ที่เค้ามีเจ้าของแล้ว..เราเป็นเพื่อนกัน แต่ไม่ได้เจอกันนานแล้วล่ะ..แต่เมื่อต้นปีก่อน เราเจอกันในงานสัมมนาของบริษัทที่ฉันทำงานอยู่ และหลังจากนั้น เราก็ติดต่อกันเรื่อยมา มีนัดกินข้าวบ้าง นัดดูหนังบ้าง และเค้าก็ทำท่าว่าสนใจและต้องการจะจีบฉัน  จนฉันว่าฉันเองก็เกิดความรู้สึกดีๆกับเค้าขึ้นมาเช่นกัน  "
       " แต่เมื่อฉันแสดงทีท่าออกไปว่าสนใจเค้า แล้ววันหนึ่งที่เรานัดกินข้าวกัน เค้ากลับพาแฟนเค้ามาด้วย และแนะนำให้ฉันรู้จักในฐานะ " แฟนเค้า " เค้าบอกว่าเค้าทั้งสองคบกันมากว่าสามปีแล้ว และเธอก็เป็นคนที่มีการศึกษาและชาติตระกูลที่สูงส่งมากด้วย เธอทำงานด้าน มาคอม อยู่ที่โรงแรมใหญ่แห่งหนึ่งตรงสุขุมวิทนะ เค้าพูดราวกับจะบอกว่า แฟนเค้านะเริ่ดที่สุดแล้ว และเค้าเองก็มีสิ่งที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว เค้าไม่มีทางจะมาสนใจคนพื้นๆแบบฉันหรอก ..."
      " เฮ้ย! คิดมากไปมั้ง..เค้าอาจไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นหรอก " ฉันพูดออกไป พราะไม่รู้จะพูดอะไรที่ดีไปกว่านั้นอีกแล้ว..." แล้วแกทำยังไงต่อ "
     " ฉันก็เลยคิดว่า ฉันจะไม่ติดต่อกับเค้าอีก จะไม่พูดกับเค้าอีก ไม่โทรหาเค้าอีกต่อไปและจะลืมคนคนนี้ออกไปจากชีวิต..แต่..แต่ฉันก็ทำไม่ได้ ผ่านไปแค่สองสามอาทิตย์ฉันก็โทรไปหาเค้าก่อน และพูดคุยกับเค้าเป็นอย่างดี และขอเป็นเพื่อนกับเค้า จะคอยให้ความช่วยเหลือเรื่องงานกับเค้า ฉันคิดว่าแค่ได้เป็นเพื่อนกันก็คงเพียงพอแล้ว เพราะฉันลืมเค้าไม่ได้จริงๆ..แต่พอผ่านไปซักพักเค้าก็เริ่มขอความช่วยเหลือฉันมากขึ้นทั้งเรื่องงาน และ เรื่องเงิน ตอนแรกๆฉันก็ดีใจนะคิดว่าเค้าคงจะสงสารฉัน และอาจจะรักฉันขึ้นมาบ้างก็ได้ แต่เปล่าเลยหลังๆมานี่เค้าทำเหมือนกับว่า ฉันคงจะไปจากเค้าไม่ได้และยังไงฉันก็ต้องยอมเป็นฝ่ายกลับไปง้อเค้าแน่ๆ เค้าก็เลยไม่ถนอมน้ำใจและไม่ให้เกียรติฉันอีก บางครั้งคิดจะรับโทรศัพท์ฉันก็รับ คิดจะไม่รับก็ตัดสายทิ้งอย่างไม่สนใจ บางทีคุยๆกันอยู่ก็ตัดสายทิ้งไปเฉยๆ ล่าสุดฉันจึงตัดใจลบเบอร์เค้าออกจากเมมโมรี่..และสาบานกับใจตัวเองว่าจะไม่โทรหาเค้าอีกและไม่พูดกับเค้าอีกเด็ดขาด...แต่........"
      " แต่แกก็ทำไม่ได้ใช่ใหม..." ฉันถามเพื่อนออกไปตรงๆอย่างพอจะเข้าใจถึงความรู้สึกของเพื่อนดี...
      " ใช่..จริงๆฉันไม่ได้เจอตัวหรือพูดคุยกับเค้ามาได้หลายวันแล้วนะ แต่ใจฉันซิ! กลับไม่เคยลืมเค้าเลยไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ตาม ล่าสุดฉันทนคิดถึงไม่ไหวก็ลองๆกดโทรศัพท์หาเค้าดู กดเบอร์จากความทรงจำนะ แกเชื่อใหม๊! ฉันกดไม่ผิดเลยซักตัว..(เชื่อสิเพื่อน ฉันก็เคย )แต่ฉันก็ไม่กล้าพูดอะไรหรอกนะ..นอกจากได้ยินเสียงเค้าให้พอหายคิดถึงแล้วก็วางสายไป..."
      " ฉันเกลียดตัวเอง..ฉันเกลียดใจตัวเองที่ลืมเค้าไม่ได้ ฉันเกลียดสมองตัวเองที่ไม่ยอมลืมกับความรู้สึกเดิมๆเสียที สุดท้ายฉันก็หมดศรัทธาในตัวเอง..ฉันใช้เหล้าเป็นตัวช่วยในการผ่านชีวิตไปในแต่ละวัน จนเดี๋ยวนี้ฉันว่าฉันติดเหล้าแล้วนะ แกรู้ใหม๊?เดี๋ยวนี้ฉันกินเหล้าเป็นน้ำเปล่าเลยล่ะ..กินมันทุกวัน..วันใหนไม่ได้กินฉันนอนหลับไม่ได้เลย..และวันนี้..วันนี้ฉันเบื่อกับชีวิตแบบนี้เหลือเกิน จนบางที่ฉันเคยคิดอยากจะไปจากโลกใบนี้ซะให้พ้นๆ..ฉัน..ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรกับใจฉันดี..ฉันควรทำอย่างไรดี ช่วยฉันที...ฮื่อ..อ..อ..อ..อ...."
      ตุ๊กตาปล่อยให้น้ำตารินหลั่งออกมาอีกครั้ง..ราวกับว่าน้ำตาอาจช่วยละลายทุกข์ในหัวใจของเธอได้..ฉันค่อยๆดึงตัวเพื่อนเข้ามาโอบกอดไว้อย่างสงสารจับใจ ความรู้สึกอุ่นๆของหยดน้ำตาใหลรินสู่หัวใหล่และแผ่นหลัง....ฉันเองแทบกลั้นน้ำตาตัวเองไว้ไม่อยู่เช่นกัน.......
      ฉันปล่อยให้ตุ๊กตาร้องให้จนเสียงร้องของเธอขาดห้วงไปในลำคอ ก่อนจะดึงตัวเพื่อนออกมาให้นั่งในท่าที่ถนัดและพูดกับเพื่อนอย่างจริงจังว่า..
      " ร้องให้ ให้พอเถอะแก..ร้องกับฉันให้พอและตัดใจจากผู้ชายเลวๆแบบนั้นซะ อย่าปล่อยไว้ให้เป็นแผลกดทับอีกเลย..การที่แกยังคงมีความหวังกับเค้า มันก็เหมือนแกเก็บเนื้อร้ายไว้นั่นแหละ..เนี้อร้ายที่จะกลายเป็นมะเร็งในวันข้างหน้า..และมันก็จะทำลายชีวิตแก  คนเรานะ ผิดผลาดเพียงครั้งเดียว ก็ยังสามารถลุกขึ้นมาแก้ไขได้ อย่าปล่อยให้ความผิดพลาดเพียงชั่ววูบทำร้ายแกทั้งชีวิตเลย แกเข้าใจใช่ใหม? "
       " ออกมาจากบ่วงกรรมอันนี้ซะ และถือว่าความเจ็บปวด ความผิดหวังที่ผ่านมามันเป็นกรรมก็แล้วกันนะ กรรมที่แกต้องชดใช้ให้เค้า และนับจากนี้แกจงอโหสิกรรมให้เค้า และหยุดติดต่อกับเค้าได้แล้ว เพื่อเป็นการยุติกรรม "
       " และความเจ็บที่แกมีจะบรรเทาลงเรื่อยๆ จำไว้โลกนี้ไม่มีใครทุกข์อยู่คนเดียวหรอก จงออกจากเรื่องนี้ซะและใช้เวลาว่างที่มีหมดไปกับเรื่องอื่นๆที่มีประโยชน์กับชีวิตดีกว่า อะไรก็ได้ที่แกชอบไม่ว่าจะอ่านหนังสือ วาดรูป เรียนดนตรีหรืออะไรก็ได้ ถ้าแกไม่รู้จะทำอะไรจริงๆแกบอกฉันนะฉันมีคำปรึกษาให้แกเพียบ เรื่องฆ่าเวลานี่ฉันถนัดนักแล "ฉันหยอดท้ายอย่างขำๆ เพื่อลดความตึงเครียดของเพื่อนลง 
      "..หรือถ้าแกลืมไม่ได้จริงๆ แกก็ใช้วิธี...อย่าติดต่อกับเค้าอีก แค่นอนเฉยๆ นอนมองเพดานเปล่าๆนี่แหละและหายใจเข้า กับหายใจออกก็พอไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องคิดถึงใคร อย่าลืมนะแค่หายใจเข้า กับหายใจออกก็พอ นั่นแหละสิ่งที่ฉันทำเวลาไม่มีทางออกให้กับชีวิต "
      เรานั่งคุยกันจนรุ่งเช้า..และขณะนี้ตุ๊กตาก็ดูจะสบายใจขึ้นมากจึงขอตัวกลับบ้าน..ฉันรั้งเพื่อนสาวให้นอนที่นี่แต่เธอก็ปฏิเสธ เธอบอกว่าเธอสร่างเมาแล้ว และนี่ก็เช้าแล้วด้วยเธอขับรถกลับได้สบายมาก ไม่อยากหายไปกลัวพ่อแม่เป็นห่วง ฉันจำนนต่อเหตุผลของเธอ ฉันเดินออกไปส่งเธอที่รถ...
      " ทำใจให้สบายและกลับไปพักผ่อนนะแก อย่าคิดมากล่ะ "
      " ฮื่อ ขอบใจมากนะเพื่อนที่ช่วยปลอบให้ฉันสบายใจขึ้น ไว้วันหลังเราไปเที่ยวกันนะ "
      " ฮื่อ แล้วไว้นัดกัน บาย "  " บาย " ฉันเดินกลับเข้าบ้าน ถอดเสื้อคลุมออกก่อนจะล้มตัวลงนอนที่เวลา 8.33 น.
                   ...........กริ้ง..ง..ง......กริ้ง...ง....ง.......กริ้ง...ง..ง..............
      โทรศัพท์กรีดเสียงร้องแหลม ดังแหวกมาในความเงียบ ในสายๆของวันที่เหมือนมีดาวพระศุกร์เข้า ดาวศิราณีแทรกขีวิตฉัน...วันหนึ่ง....
เสียงโทรศัพท์ ดังปลุกฉันให้ตื่นจากหลับใหล..ฉันเหลือบมองนาฬิกาวิทยุบนหัวเตียง..ตัวเลขกระพริบที่เวลา 9.33  นาที...ใครโทรมาแต่เช้าฟร่ะเนี๊ยะ..ฉันคว้ากระบอกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู กรอกเสียงแหบพร่าแบบคนเพิ่งตื่นนอนลงไปตามสาย.....
    " ฮัลโล้.....ฮูอาร์ยู ....."
    " ฮัลโหล..นี่ฉันหยกนะ..แกตื่นกรือยัง ฉันมีเรื่องอยากคุยกับแก..ฉันอกหักว่ะ!.."  เสียงหยกเงียบหายไปซักพัก ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นเสียงสะอื้นดังแว่วเข้ามาแทนที่.....
    " ว่ามาเล้ย...ย..ย.......เพื่อน.." ฉันร้องบอกเพื่อนออกไปในโทรศัพท์....
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ฉันก็ได้รับโทรศัพท์ทั้งวันเหมือนกันค่ะbig smile

ใครสักคนเคยพูดไว้ เผื่อว่าคุณจะเอาไปบอกเพื่อน
"เป็นเขาต่างหากที่ควรต้องเสียใจ ไม่ใช่เรา
เพราะเขาเสียคนที่รักเขาไป ส่วนเราเสียแค่คนที่ไม่ได้รักเรา"
ต้นฉบับเขาพูดไว้ดีกว่านี้ค่ะ แต่ฉันจำได้เท่านี้

ป.ล.ฉันชอบรูปประภาคารข้างบนค่ะ

(อีกซัก) ป.ล.คุณเบอร์โทรอะไรคะ กำลังอกหักอยู่พอดี หุหุ

big smile

#7 By นกไร้ขา on 2008-04-02 00:02

กำ จิงๆๆๆ
เวงกำของศิราณีbig smile

#6 By *~kirmkan~* on 2008-04-01 14:07

-*- แหะๆคืออ่านไป 2 บรรทัดก้อไม่ไหวแร้วแหระเนาะ แต่ดูน่าหนุก จาพยายามอ่านให้จบเรย^.,^
ขอบบคุณน่ะเค่อะที่ให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับบล็อกแต่....
ข้าทำม่ายยยเป็น
ไอ้คนทำเป็นก้อไปอยู่โรงเรียนประจำซะแร้วววว TToTT
กำๆๆๆๆๆ

ป.ล.ข้าพเจ้าหมาหอนโหยวขอบคุนจากจายยยยยย

#5 By •• Ghostt on 2008-03-31 16:46

น่านซิค่ะ..พีพลอย...ไม่ใช่เซเว่นนะค่ะ..question
.
.
.
.
ปล**ตอนนี้สงสัยมันหายดี สุขสบายกันล่ะค่ะ..เงียบเชียว....ทิ้งให้เซเว่นเหงาหงอยตามประสาคนว่างอยู่เดียวดาย...แง๊...แง๊...

#4 By butterflyheart on 2008-03-31 15:31

กรรมของศิราณี..cry

ปลุกกลางดึก ปลุกเช้าตรู่ ไม่ใช่เรื่องของกรู แต่ดันต้องรับฟัง 5555 เอาจ้าเอา..ถือซะว่าช่วยเหลือแบ่งเบาความทุกข์ของเพื่อนอานิสงส์แรงนะจ๊ะ

ปล. ถ้าเป็นพี่นะ พี่ดึงปลั๊กโทรศัพท์ออกเลยอ่ะ ขอบอกถึงฉันจะเป็นศิราณี แต่ฉันไม่ใช่เซเว่นฯ นะย่ะจะได้เปิดต้อน 24 ชม. คนเรามันต้องมีปิดบริการ หยุดพักผ่อนกันบ้าง กิกิ ออกแนวใจร้ายเนาะ..

big smile big smile big smile

#3 By พี่พลอยจ๋า on 2008-03-28 00:31

เพื่อน....บางทีก็เกินซึ้ง ไปแล้วสำหรับฉัน

#2 By september29 on 2008-03-26 00:17

อ่านไม่ไหวอ่ะ
ช่วงนี้ตาลายๆขี้เกียจตัวหนังสือเยอะๆอ่ะ
ขอโทดนะก้าบบบบบที่ไม่ได้อ่าน
อยากให้มาบล็อคข้าพเจ้าบ้างนะ
surprised smile surprised smile

#1 By •• Ghostt on 2008-03-25 17:17