::Sophie 's World::

posted on 12 Feb 2008 01:39 by butterflyheart  in Book

 

 

::โลกของโซฟี:เส้นทางจินตนาการสู่ประวัติศาสตร์ ปรัชญา::

 

.......ต้องขอยอมรับอย่างไม่อายเลยว่า ฉันใช้เวลาอ่านหนังสือเล่มนี้นานราว 3 เดือน ซึ่งจริงๆแล้วมันเป็นหนังสือที่มีความหนาของหน้ากระดาษน้อยกว่า “หนึ่งร้อยปี แห่งความโดดเดี่ยว” มากนัก แต่มันกลับมีความน่ากลัวมากกว่าหลายเท่า….เพราะต้องบอกว่าหนังสือเล่มนี้ เป็นนวนิยายเกี่ยวกับปรัชญา ฉันแอบ ตีอก-ชกหัว ตัวเองตอนที่เปิดถุงช้อปปิ้ง หยิบหนังสือที่ซื้อวันนั้นออกมาดูว่าจะอ่านเล่มใหนก่อน ฉันจำได้ดี วันนั้นฉันซื้อหนังสือมา 3 เล่ม และเรื่องนี้ก็ติดมาเป็นหนึ่งในสามเล่มเหล่านั้นด้วย ฉันไม่แน่ใจว่าสิ่งใดดลใจให้ฉันซื้อมันกลับมา แล้วฉันจะอ่านมันจบหรือ แต่มันก็อยู่ในบ้านฉันแล้วตอนนี้ และบัดนี้มันก็เป็นหนังสือของฉันอย่างถูกต้อง ตามกฏหมายแล้วด้วย เศร้าจริงๆ!
......อย่างที่บอกค่ะ ว่าเรื่องนี้เป็นหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ปรัชญาตะวันตก ที่เล่าย้อนไปตั้งแต่ยุคแรกเริ่มก่อนคริสตกาลและตั้งแต่ยุค 600 ปีก่อนพระเยซูเจ้าจะเกิดซะอีก ซึ่งแค่เกริ่นว่าเป็นหนังสือเนี้อหา เกี่ยวกับปรัชญาศาสนา ผู้คนก็คงจะเบือนหน้าหนีกกันเป็นแถวแล้ว เพราะการอ่านปรัชญาเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก และ น่าเบื่อมาก แต่เชื่อใหมค่ะว่าหนังสือเล่มนี้ ถูกพิมพ์เป็นครั้งที่ 3 แล้ว และอาจจะมีครั้งที่ 4 ต่อไป ซึ่งนั้นก็อาจหมายความว่า ผู้คนเริ่มหันมาสนใจปรัชญา และ ศาสนากันมากขึ้น......

......โยสไตน์ กอร์เดอร์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ฉลาดมากที่เลือกผูกนวนิยายเกี่ยวกับปรัชญาศาสนา ไว้กับเรื่องเล่าเหนือจินตนาการ เค้าใช้วิธีการเล่าเรื่องผ่านเด็กสาววัย 14 ปีคนหนึ่งโดยผูกให้เรื่องมีความลึกลับซับซ้อน ราวกับนวนิยายฆาตกรรมแฟนตาซี มุขการสอนปรัชญาผ่านทางจดหมายปิดผนึกที่ถูกหยอดลงตู้ โดยไม่ทราบเจ้าของ หรือการเล่นกับข้อต่อของกาลเวลาที่น่าตื่นเต้นนั้น ฉันว่ามันดูประจวบเหมาะ และราวกับบังเอิญทั้งที่จริงๆแล้ว มันกลับกลายเป็นความตั้งใจ..นอกเหนือจากนั้นเค้ายังมีการเล่าผ่านตัวการ์ตูนในจินตนาการ ( ของวอลดิสนีย์ ที่คนทั่วโลกรู้จัก ) ผ่านสัตว์ ผ่านสิ่งของ ผ่านสิ่งมีชีวิต หรือบางครั้งก็ไม่มีชีวิตซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่างก็ถูกหยิบมาใช้เพื่อสร้างความน่าสนใจให้แก่เนื้อหา ( ที่แสนน่าเบื่อ ) ในแต่ละตอนเช่นกัน และทุกสิ่งอย่างก็ทำหน้าที่ส่งให้เรื่องราวปรัชญาเรื่องนี้น่าติดตามมากขึ้นได้เป็นอย่างดี…ตอนที่ฉันหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาอ่าน ( ซึ่งอีกสองเล่มที่มาด้วยกัน ถูกอ่านจบไปใน1 เดือนแรกเรียบร้อยแล้ว ) ฉันคิดว่าลองดูก็แล้วกัน ถ้ามันน่าเบื่อนักก็จะไม่อ่านมันอีก แต่ที่ใหนได้ จำได้ว่าเมื่อเปิดอ่านในบทแรกมันก็โอเคและน่าติดตามทันที จนบางครั้งก็แทบอยากแอบไปอ่านตอนท้ายของเรื่องเลย เพราะอยากรู้ว่ามันจะจบลงอย่างไร และใครเป็นผู้อยู่เหนือจินตนาการนั้นกันแน่……
.....สิ่งเดียวที่กวนใจในหนังสือเล่มนี้ นั่นก็คือเนื้อหาวิชาการที่ติดกันยาวเป็นพืดในบางตอนของเรื่อง และอดคิดเป็นห่วง โซฟี อามุดเซ่น นักเรียนสาวของเราแทนไม่ได้ว่า อีตาผู้พัน อัลแบร์โต้ น็อคซ์ นี่แกอัดเนื้อหาให้กับเธอมากเกินไปหรือเปล่า ( หรือกับเรา..ผู้อ่านนั่นเอง ) แต่เมื่อฉันหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาอ่านใหม่ หลังจากคิดได้เช่นนั้น..ฉันก็แอบเปิดผ่านๆในหน้าที่เคยเรียน ( ในวิชาประวัติศาสตร์ศาสนา ) มาเรียบร้อยแล้ว ฉันก็วางมันไม่ลงอีกอยู่ดีและแอบคอยลุ้นแทนโซฟีบ่อยๆ ให้เธอสามารถสืบหา ผู้อยู่เบื้องหลังผู้พันอีกที หรือ อย่างน้อยก็สามารถตามหาแฝดสาวต่างมิติของเธอให้ได้ซักครั้งหนึ่ง…........
......ใหนๆก็ใหนๆแล้ว ลองตั้งคำถามกับตนเองเล่นๆ ว่า “ เราเป็นใคร ”และ“ เรามาจากใหน ” ขึ้นในใจตัวเองดูซักวันนะค่ะแล้วไปหาคำตอบกับโซฟี บางทีคุณอาจจะเข้าใจตนเองมากขึ้นก็ได้ค่ะ…….

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อ่านไปนานมากแล้วครับ
เป็นหนังสือที่ดี น่าติดตู้เล่มนึงทีเดียว
โลกของโซฟีสามารถดึงใครๆ
เข้ามาในโลกปรัชญาได้พอสมควรเลย

หลังจากนั้น ลองหา "ภาพผ่านกระจกหม่นมัว"
ของผู้เขียนคนเดียวกัน มาลองอ่านเปลี่ยนบรรยากาศดูนะครับ
^-^
big smile big smile big smile

#2 By nonworld on 2008-02-12 14:31