::The Palace in my memories::
posted on 02 Dec 2007 03:26 by butterflyheart in Travel
::พระราชวัง บางปะอิน..วังที่ใกล้ตัว..แต่ไกลใจ::
ฉันเชื่อเสมอมาว่า..ทุกครั้งที่ออกเดินทางไปบนโลกกว้างใหญ่ใบนี้..ไม่มีการออกเดินทางครั้งไหนที่จะไม่ให้อะไรแก่ผู้เดินทางเลย..ไม่ว่าการเดินทางครั้งนั้นจะใกล้..หรือไกล..จะชอบ หรือชัง..จะน่าเบื่อ..หรือประทับใจ..ทุกการออกก้าวเดิน ย่อมต้องมีเมล็ดพันธ์แห่งความสุขเล็กๆ ตอบแทนกลับมาเสมอ..เพราะอย่างน้อยฉันก็เชื่อว่าทุกย่างก้าวที่เราออกเดิน..ย่อมเป็นหนึ่งในหมื่นลี้ของเส้นทางทั้งหมดที่เราจะก้าวไปแน่นอน...
ฉันมักจะออกเดินทางเมื่อรู้สึกว่าจิตใจตนเองในเวลานั้น..เริ่มกระเจิดกระเจิง..และไร้ซึ่งสิ่งยึดเหนี่ยว การได้ขับรถออกไปในสถานที่แปลกตา..แปลกใจ..จากความเคยชินเพียงเล็กน้อย ก็ช่วยดึงใจที่สับสนของฉันให้กลับมาได้แล้ว..บางครั้งแค่เพียงได้เห็นต้นข้าวในทุ่งนาเอนไหวไปกับสายลม..หรือการได้เห็นสายน้ำคดเคี้ยว..เลี้ยวรอบ..โอบกอดภูเขา..ฉันก็อิ่มเอมใจเป็นที่สุดแล้ว..วันนี้ฉันเลือกไปเยือนสถานที่ที่อยู่ใกล้ตา..แต่ไกลใจอย่าง " พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา " ที่บอกว่าใกล้ตา..แต่ไกลใจนั้นก็เพราะฉันไม่เคยคิดเลยว่า วันนี้ฉันจะหวนกลับมาเที่ยวที่นี่อีก..หลังจากเคยมาทัศนะศึกษากับทางโรงเรียนเมื่อสมัยครั้งที่ยังเป็นเด็กนักเรียนตัวน้อยอยู่..และความคิดที่จะมาเที่ยวที่นี่อีกครั้ง ก็ไม่เคยผุดโผล่ขึ้นมาในใจฉันอีกเลย..แต่แล้ววันนี้ฉันก็ได้ตระหนักรู้ว่า..ฉันคิดผิดจริงๆ..ที่เคยเข้าใจไปเช่นนั้น....
พระราชวังบางปะอินมีประวัติความเป็นมาตามพระราชพงศาวดารครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ว่า พระเจ้าปราสาททอง หรือพระศรีสรรเพ็ชญ์ ที่ 5 (ราวในปีพ.ศ.2172 - 2199) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นบนเกาะ บางเลนในลำน้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ ตามพระราชพงศาวดารกล่าวว่า พระเจ้าปราสาททองเป็นพระราชโอรส ของสมเด็จ พระเอกาทศรถ ซึ่งประสูติกับหญิงสาวชาวบ้านที่พระองค์ทรงพบเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินโดยเรือพระที่นั่งมายังบริเวณนี้ แล้วเรือเกิดล่มลงตรงบริเวณเกาะบางปะอินดังกล่าว จนเป็นเหตุให้พบรักกับสาวชาวบ้าน ที่ให้ความช่วยเหลือในครั้งนั้น จนเมื่อพระเจ้าปราสาททองทรงเจริญวัยขึ้น และทรงขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.2173 จึง ทรงดำริจะสร้างวัดขึ้นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นสถานที่สืบทอดศาสนา และเป็นสถานที่ศึกษาธรรมะ แก่ชาวบ้านบริเวณนั้น ต่อมาในปี พ. ศ.2175 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างวัดขึ้นวัดหนึ่ง บนเกาะบางปะอินแห่งนี้ ตรงบริเวณเคหสถานเดิมของพระมารดา และพระราชทานชื่อว่า " วัดชุมพลนิกายาราม " จากนั้นพระองค์ทรงให้ขุดสระน้ำขึ้นเพื่อสร้างพระราชนิเวศน์สถานขึ้นกลางเกาะ ไว้เป็นที่สำหรับเสด็จประพาสเมื่อต้องการไปผักผ่อนยังวัดแห่งนี้และยังทรงสร้างพระที่นั่งขึ้นองค์หนึ่งบริเวณริมสระ และพระราชทานนามว่า " พระที่นั่งไอศวรรย์ ทิพย์อาสน์ " ซึ่งพระราชวังแห่งนี้ยังคงใช้เป็นที่ประพาสสำราญพระหฤทัย ของพระเจ้าแผ่นดินในสมัยกรุงศรีอยุธยาพระองค์ต่อๆมาโดยตลอด จนกระทั้งมาสู่ยุคที่ไทยเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่าพระราชวังแห่งนี้จึงถูกทำลาย และคงปล่อยทิ้งรกร้างทรุดโทรมลงไปนับแต่บัดนั้น...
พระราชวังบางปะอิน ได้รับการบูรณะฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระที่นั่งเพิ่มขึ้นอีกองค์หนึ่ง สำหรับเป็นที่ประทับเมื่อต้องการเสด็จแปรพระราชฐาน มีเรือนแถวสำหรับข้าราชปริภารฝ่ายในและมี พลับเพลา ที่ประทับเป็นต้น ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงโปรดที่จะเสด็จประพาส ยัง พระราชวังบางปะอินแห่งนี้อยู่เสมอ ด้วยทรงปรารภว่า " ที่แห่งนี้เป็นเกาะอยู่กลางน้ำ จึงเงียบสงบและร่มรื่นนัก ซ้ำยังเคยเป็นที่ประทับประพาสของ สมเด็จพระบรมชนกนารถมาก่อนจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระที่นั่งและสิ่ง ก่อสร้างต่าง ๆ ขึ้นดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งพระราชวังแห่งนี้ในปัจจุบันยังคงใช้เป็นที่ประทับต้อนรับพระราชอาคันตุกะ และพระราชทานเลี้ยงรับรองในโอกาสต่างๆบ้างเป็นครั้งคราว......
เมื่อเดินเข้าไปสิ่งแรกที่จะเจอคือ " หอเหมมณเฑียร เทวราช " ซึ่งราชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อทรงอุทิศถวายแด่พระเจ้าปราสาททอง เดินต่อไปอีกนิดจะเป็น " พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ " ซึ่งตั้งเด่นอยู่กลางสระน้ำ ถูกสร้างเป็นพระที่นั่งปราสาทโถงแบบจัตุรมุข โดยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จำลองแบบมาจากพระที่นั่ง " อาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท " ในพระบรมมหาราชวัง โดยในปัจจุบันใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปหล่อสัมฤทธิ์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์เต็มพระยศจอมพลทหารบกซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น..
และเมื่อเดินเลี้ยวขวาเข้ามาจะพบ กับพระที่นั่ง " วโรภาษพิมาน "เป็นตึกชั้นเดียวสร้างแบบศิลปะ กรีก-โรมัน ซึ่งใช้เป็นที่ประทับของพระองค์ในเวลานั้น และมีท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกว่าราชการด้วย โดยในปัจจุบัน ภายในประดับภาพถ่ายต่างๆไว้มากมาย ส่วนใหญ่เป็นภาพจากพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหินเป็นส่วนมาก และเมื่อเข้ามาถึงบริเวณนี้ ถือเป็นบริเวณเขตพระราชฐานชั้นในแล้ว สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ" หอวิฑูรทัศนา " เป็นหอสูงยอดมนตั้งอยู่กลางเกาะน้ำในบริเวณพระราชอุทยาน โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2424 เพื่อใช้เป็นหอส่องกล้องชม ภูมิประเทศและเป็นหอดูดาวไปในตัวด้วย ถัดมาคือพระที่นั่ง " เวหาศจำรูญ " เป็นพระที่นั่งที่สร้างแบบจีน ซึ่งมีความวิจิตรงดงามมาก โดยพ่อค้าชาวจีนในยุคนั้น ร่วมใจกันสร้างถวายแด่องค์พระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 5 ซึ่งในขณะนั้นนับเป็นยุคที่พ่อค้าชาวจีน ได้เริ่มเข้ามาทำการค้าขายโดยทางเรือกับอยุธยาเป็นจำนวนมาก.......
อีกจุดที่น่าสนใจก็คือ อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้า สุนันทากุมารีรัตน์ (หรือที่รู้จักกันในนาม พระนางเรือล่ม) ซึ่งสร้างขึ้นเนื่องจากสมเด็จพระนางเจ้า สุนันทากุมารีรัตน์ ทรงเสด็จทิวงคตพร้อมพระราชธิดาในขณะที่กำลังเสด็จพระราชดำเนินมายังพระราชวังบางปะอินแห่งนี้ ในสมัยรัชการที่ 5 จึงทรงโปรดเกล้าให้สร้างอนุสาวรีย์หินอ่อนขึ้นเพื่อเป็นที่รำลึกถึงด้วยความอาลัยรัก พร้อมทั้งจารึกคำไว้อาลัยที่ทรงพระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์ ทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ....
และในวันนั้น..หลังจากที่ฉันใช้เวลาเดินวนดูนั่นดูนี่ ทั้งวัน.. จนกระทั่งมาถึงทางออก ( ซึ่งก็เป็นทางเดียวกับทางเข้า ) และก่อนที่จะกลับออกมา ฉันก็รู้สึกว่าความตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งที่ได้เห็นอีกครั้ง และ ความรู้ที่ได้อ่านในวันนี้ ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน ฉันรู้สึกทึ่งและอดชื่นชมไปกับความวิจิตรอลังการแห่งงานศิลปะในยุคสมัยนั้นไม่ได้ (และเมื่อครั้งยังเด็ก ฉันคงยังไม่สามารถซึมซาบกับความงดงามเหล่านี้ได้เท่าไรนัก) ฉันรู้สึกว่าหากวันนี้ฉันใช้เวลาไปกับการเดินตากแอร์เล่น ในห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนกลางกรุง..ฉันคงไม่ได้สัมผัสอีกหน้าของความร็สึกประทับใจเช่นนี้ และคงไม่สามารถรับรู้ได้ถึงประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิเช่นนี้เลย ความอิ่มเอมใจที่ได้รับในวันนี้ มากเกินกว่าที่คาดหวังไว้จริงๆ และความอิ่มเอมใจนี้ ก็หาได้จากสถานที่ที่ฉันคิดว่ามันเป็นสถานที่ที่อยู่ "ใกล้ตัว แต่ไกลใจ " แบบ "พระราชวัง บางปะอิน" แห่งนี้นี่เอง..